9 เทคนิกฝึกสมองไบรท์


1. จิบน้ำบ่อย ๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีสมองไบร์ท ลองนำไปฝึกกันได้.เดลินิวส์


ประโยชน์ของคลอรีน….ในน้ำประปา


การฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปา เป็นกระบวนการหนึ่งในการผลิตน้ำประปา ทั้งนี้เพื่อให้น้ำประปามีคุณภาพเหมาะสมสำหรับการบริโภค และมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ “คลอรีน’’ เป็นสารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปาและเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายสำหรับระบบประปาทั่วโลก การผลิตน้ำประปาในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน การประปาทุกแห่งจะใช้ “คลอรีน” ฆ่าเชื้อโรคเนื่องจากมีราคาไม่แพง ใช้ง่าย ทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และสัตว์เลี้ยงอย่างรุนแรง สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ดี ตรวจสอบประสิทธิภาพได้ และที่สำคัญคือ คลอรีนมีปริมาณคงเหลือเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจหลงเข้าสู่ระบบเส้นท่อ ตั้งแต่โรงผลิตน้ำจนถึงบ้านผู้ใช้น้ำ ซึ่งองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้มีคลอรีนอิสระคงเหลือในน้ำประปาไว้ไม่ต่ำกว่า 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ปริมาณสูงสุดไม่ควรเกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร กลิ่นคลอรีนในน้ำประปาจึงเหมือนกับเป็นการรับรองว่าน้ำประปาที่ส่งถึงบ้านของเราสะอาด ปลอดภัย จากเชื้อโรคอย่างไรก็ตามการใช้ “คลอรีน” ฆ่าเชื้อโรคในน้ำประปาอาจมีข้อด้อยอยู่บ้าง กล่าวคือ จะทำให้เกิดกลิ่น และการรวมตัวของคลอรีนกับสารอินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำธรรมชาติ ทำให้เกิดสารชนิดหนึ่งชื่อ “ไตรฮาโลมีเทน” ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งแต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการเฝ้าระวังและตรวจสอบคุณภาพน้ำดิบที่จะนำมาใช้ในการผลิตน้ำประปา และคุณภาพน้ำประปาอยู่เป็นประจำ พบว่า โอกาสที่จะเกิด “สารไตรฮาโลมีเทน” ในน้ำประปามีน้อยมาก องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (USEPA) กำหนดความเข้มข้นสูงสุดของไตรฮาโลมีเทนในน้ำดื่มไว้ไม่เกิน 0.08 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งผู้บริโภคจะต้องดื่มน้ำนานถึง 252 ปี จึงจะมีความเสี่ยงในระดับที่ทำให้เป็นโรคมะเร็งได้ เมื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกับการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากน้ำเป็นสื่อและผลกระทบต่อสุขภาพ พบว่า อันตรายจากการใช้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคในน้ำและการเกิดสารไตรฮาโลมีเทน มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งจากการดื่มน้ำประปาน้อยมาก เปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับโดยการป้องกันการเกิดโรคของระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากน้ำเป็นสื่อ ดังนั้นการใช้คลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำและมีปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือที่พอเหมาะตามเกณฑ์เสนอแนะขององค์การอนามัยโลก (0.2 – 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร) จึงไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สำหรับกลิ่นคลอรีนในน้ำประปาจะเป็นสิ่งบ่งบอก และรับรองได้ว่าน้ำนั้นสะอาด ปราศจากเชื้อโรค หากผู้บริโภคไม่ชอบกลิ่นคลอรีน สามารถแก้ไขได้ง่ายนิดเดียว เพียงแต่รองน้ำใส่ภาชนะที่สะอาด ไม่ควรปิดฝามิดชิด ตั้งทิ้งไว้สักประมาณ 20-30 นาที กลิ่นคลอรีนก็จะระเหยหายไป ทำให้น้ำประปาน่าดื่มยิ่งขึ้น


แม่สูบบุหรี่"ลูกไอคิวต่ำ"


คณะวิจัยมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และมหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา ได้สำรวจข้อมูลไอคิวหรือระดับการเรียนรู้ที่บันทึกไว้ในประวัติเกณฑ์ทหารของชายหนุ่มอายุ 18-19 ปี จำนวน 3,044 คน โดยสืบประวัติไปถึงตอนที่เกิดในโรงพยาบาลพบว่า ผลการวัดไอคิวบุตรของมารดาที่สูบบุหรี่ในระยะตั้งครรภ์ 6-9 เดือน และสูบบุหรี่ตั้งแต่ 20 มวนขึ้นไป มีไอคิวต่ำกว่าชายหนุ่มที่มารดาไม่สูบบุหรี่ถึง 6.2 แต้ม
รศ.น.พ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นว่า การสูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์นอกจากจะมีผลร้ายต่อร่างกายของแม่แล้ว ยังส่งผลร้ายถึงทารกในครรภ์และส่งผลต่อสุขภาพของเด็กในอนาคตด้วย เช่น โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคหูส่วนกลางอักเสบ งานวิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นในปัจจุบันที่แสดงให้เห็นว่าการสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์นอกจากจะมีผลกระทบต่อด้านร่างกายเด็กแล้ว ยังมีผลต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็ก จนกระทั่งเด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่ควันบุหรี่มีผลกระทบต่อสติปัญญาของเด็ก เพราะบุหรี่มีสารเคมีหลายชนิดที่เป็นอันตรายผ่านรกและสายสะดือไปยังตัวเด็ก จึงมีผลกระทบกับสมองเด็กโดยตรง การที่แม่สูบบุหรี่จะมีผลกระทบต่อระบบเลือดไหลเวียนของรกทำให้ลูกในครรภ์ได้รับออกซิเจนหรือสารอาหารที่ผ่านทางรกน้อยลง ลูกคลอดออกมาจึงตัวเล็กผิดปกติและสมองของเด็กจะมีขนาดเล็กตาม ดังนั้นเมื่อสมองเล็กเซลล์สมองน้อย การทำงานของสมองจึงด้อยประสิทธิภาพกว่าผู้อื่น จึงมีผลกระทบต่อการเรียนรู้หรือไอคิวของเด็กการวิจัยยังพบว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่จะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ติดบุหรี่หรือยาเสพติด ก่ออาชญากรรม ติดคุก มากกว่าเด็กที่เกิดจากแม่ที่ไม่สูบบุหรี่ขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากสารเคมีในบุหรี่ไปทำอันตรายสมอง ทำให้เด็กมีสติปัญญาการเรียนรู้ต่ำและยังมีพฤติกรรมผิดปกติได้ด้วย จึงขอให้คุณแม่ทั้งหลายตระหนักว่าการสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ให้ผลเสียต่อตัวลูกไม่เฉพาะขณะที่คุณแม่กำลังสูบบุหรี่อยู่เท่านั้น แต่ยังมีผลเสียต่อลูกเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตได้อีกด้วยแม้การเลิกสูบบุหรี่จะทำได้ยาก ทางออกที่ดีคือไม่ควรสูบบุหรี่ตั้งแต่ต้นหรือพยายามเลิกให้ได้ก่อนตั้งครรภ์ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อฝ่ายศูนย์ข้อมูล มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โทร. 0-2278-1828

10 เรื่องง่าย ๆ ในชีวิตที่ทำให้สุขภาพดีได้ไม่ยาก


1. สำรองผลไม้ในตู้เย็นผักผลไม้ที่ควรสำรองในตู้เย็นอย่าให้ขาด ได้แก่ กะหล่ำปลี แครอทส้ม แอปเปิ้ล ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์มากสำหรับสาว ๆ ที่กำลังไดเอตแล้ว การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย

2. เหงือกดี ด้วยน้ำชายามเช้าองค์การอาหารและยาของสหรัฐและสวีเดน บอกว่า การบ้วนปากในช่วงเช้าด้วยน้ำชา จะช่วยลดแบคทีเรียในช่องปากได้ เนื่องจากสารโพลีฟีนอล จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ที่เป็นต้นเหตุของฟันผุ ส่วนการดื่มชาหลังมื้ออาหาร ก็ช่วยลดความเสี่ยง ในการเกิดโรคเหงือกได้
3. ดื่มน้ำมากขึ้นการดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50 % เชียวล่ะ

4. เปลือยเท้า คลายเครียดการย่ำเท้าเปล่า ไปบนทรายนุ่ม ๆ จะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เนื่องจากการเดินเท้าเปล่า จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
5. รับแสงแดดอ่อน มีข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า ผู้หญิงที่ไม่ค่อยโดนแดดเอาเสียเลย มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่อยู่ในเมืองที่มีแดดเนื่องจากแสงแดดช่วยสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย แต่การโดนแดดจัดในช่วงบ่าย ๆ ก็เป็นอันตรายเช่นกัน ควรรับแดดอ่อน ๆ ในช่วงเย็นจะดีกว่า
6. หันมาทานขนมปังโฮลวีทกันเถอะสำหรับมื้อว่างยามบ่าย แทนที่จะไปคว้าคุ๊กกี้หรือเค็กช็อกโกแลต ซึ่งเพียบด้วยแคลอรี่ เปลี่ยนมาทานขนมปังโฮลวีทสัก 2 แผ่น รับรองว่า จะช่วยให้คุณรู้สึกมีกำลังวังชาแล้ว ยังไม่อ้วนอีกด้วยล่ะ
7. สลัดปลาทูน่าเพิ่มความจำใครที่รู้ตัวว่า เริ่มจะหลง ๆ ลืม ๆ ลองหันมาทานสลัดปลาทูน่า หรืออาหารเมนูปลารวมทั้งเพิ่มอาหารที่มีวิตามินบี2 เช่น ไข่ นม ถั่วเหลือง นอกจากจะช่วยให้อารมณ์ดีแล้ว ยังช่วยเพิ่มพลังความจำให้กับสมองได้

8. เดินไว ๆ ช่วยให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงคนที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย แต่ยังห่วงใยสุขภาพของตัวเองอยู่ ลองใช้วิธีเดินให้ไวขี้นอีกนิด อาจใช้เวลาเดินในช่วงเช้า หรือหลังเลิกงาน เดินไปที่ป้ายรถเมล์สักสามสี่ป้าย หรือเดินขึ้นลงบันได ให้ได้วันละ 20 นาที จะช่วยบริหารหลอดเลือดหัวใจให้แข็งแรง และยังทำให้หุ่มสลิมสมส่วนเป็นของแถม
9. เติมไขมันดี ๆ ให้ร่างกายไขมันนั้น ไม่ได้เป็นผู้ร้ายซะทีเดียว เพระไขมันมีอยู่หลายชนิด ไขมันที่เป็นมหามิตรกับร่างกายน่ะ หากร่างกายขาดแคลน อาจมีผลต่อการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค และทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัว จากน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว และไขมันโอเมก้า 3 จากปลา ซึ่งเป็นไขมันดี ๆ ที่ไม่เพียงให้พลังงาน ทำให้มีเรี่ยวแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและหัวใจอีกด้วย
10. Just Do Nothingลองหยุดภารกินวุ่น ๆ สักสัปดาห์ละวัน หรือวันละ 1 ชั่วโมง ให้ปลอดจากเรื่องงาน และคนรอบข้าง ใช้เวลาอยู่คนเดียวตามลำพัง จะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ เป็นเวลาที่จะได้เรียนรู้วิธีหยุดพักใจ อาจจะฟังเพลงเงียบ ๆ คนเดียว หรืออาบน้ำอุ่น ๆ แล้วอ่านหนังสือเล่มโปรด ค่อย ๆ จิบน้ำชาชมดอกไม้ เป็นการเติมความรื่นรมย์ด้านจิตใจ ทำให้คุณสดชื่น และมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ และยังห่างไกลจากโรคความรีบร้อน อันหมายถึงโรคที่ทำให้คุณตื่นตัว และเร่งรีบ จนแทบไม่มีเวลาสำหรับตัวเอง


6 ข้อดีดื่มน้ำบรรเทาหวัด

อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก ทำให้หลายคนที่ไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพเป็นพิเศษมักเป็นหวัดได้ง่าย "โรคหวัด" เกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้จะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สบายเนื้อสบายตัว ทำให้มีอาการปวดศรีษะ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอ จาม มีเสมหะ ถ้าไม่ดูแลรักษาตัวให้ดีอาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้ เมื่อเป็นหวัดแนะนำว่าควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตรเพราะน้ำสามารถช่วยเยียวยาร่างกายให้หายจากหวัดได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุที่ว่า.. 1. น้ำช่วยละลายเสมหะไม่ให้เหนียว โดยเฉพาะการดื่มน้ำอุ่น 2. ช่วยลดไข้หากไข้ขึ้นสูง น้ำนี่แหล่ะที่จะช่วยทำให้ร่างกายเย็นลงได้ 3. ช่วยให้ร่างกายมีความชุ่มชื้นเพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี 4. ช่วยให้เยื้อบุจมูกที่บุช่องทางเดินหายใจส่วนบนทำหน้าที่ได้ดีขึ้น จึงช่วยลด อาการคัดจมูก 5. ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และอักเสบ 6. ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ร่างกายฟื้นจากอาการไข้ได้เร็วขึ้น นอกจากนั้น หากอยากดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติมากขึ้น แนะนำให้ลองดื่มน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำกีวี น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ เพราะวิตามินซีช่วยให้อาการหวัดหายเร็วขึ้น ส่วนคนที่มีอาการเจ็บคอสามารถบรรเทาอาการโดยใช้เกลือละลายน้ำอุ่นกลั้วคอ 2-3 วันติดต่อกันอาการจะทุเลาลงโดยไม่ต้องใช้ยาค่ะ



ความฝัน...

การฝัน คือ การนึกเห็นเป็นเรื่องราวในขณะหลับ ขณะฝันจะรู้สึกว่าสิ่งที่เห็น หรือสัมผัสนั้น เหมือนจริงหรือเกินจริง เราทุกคนต่างเคยฝันกันทั่วหน้า ในระหว่างการหลับตามธรรมดาแต่ละคืน คนเราฝันกันคืนละ 4-5 เรื่อง จนถึงนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อรวมตลอดชั่วชีวิตแล้ว อาจรวมได้เป็นแสนครั้ง เหตุการณ์ในความฝันอาจจะดูยาวนานหลายชั่วโมง หรืออาจยาวเป็นวันๆ แต่จากการวิจัยพบว่า ความฝันส่วนใหญ ่จะกินเวลาเพียง 2-3 วินาที ไปจนถึงนานที่สุดไม่เกิน 40 นาที โดยประมาณ ในความฝันจะอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวเราเอง ชีวิตของเรา ความสามารถของเรา และความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่นๆ จากการศึกษาวิจัยเรื่องการหลับของมนุษย์ โดยใช้เครื่องตรวจคลื่นสมอง (Electroencephalography - EEG) บันทึกคลื่นสมองที่เกิดขึ้นระหว่างหลับ พบว่า คลื่นสมองในขณะหลับมีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งอาจแบ่งการหลับได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะงัวเงีย ระยะหลับตื้น ระยะหลับสนิทหรือหลับลึก และระยะก่อนตื่น การศึกษาพบว่า มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ในช่วงรอยต่อระหว่างหลับตื้นกับหลับลึก เป็นการสั่นไหวอย่างเร็วของลูกตา เรียกว่า REM (Rapid Eye Movement) บางคนจึงแบ่งการหลับออกเป็น 2 ชนิด คือ REM Sleep และ Non-REM Sleep ช่วงเวลาที่คนเราฝันบ่อยที่สุด ก็คือช่วงระหว่างหลับตื้นและหลับลึก หรือ REM Sleep นี่เอง และ 80-90% จะจำความฝันนั้นได้ บางคนที่คิดว่าตนไม่เคยฝัน ก็เพราะความฝันของบางคนเป็นเรื่องเบาบาง สมองจึงไม่บันทึกไว้ให้เปลืองเนื้อที่ ถ้าฝันแล้วตื่นขึ้นทันที ก็ยังพอจะจำได้ แต่ถ้านานไปก็จะลืม จนบางคนคิดว่าไม่ได้ฝัน จากการศึกษาพบว่า คนส่วนมากมักจำความฝันไม่ค่อยได้ หรือจำได้ก็ไม่นาน ตกๆ หล่นๆ ไม่ปะติดปะต่อ ที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราว เห็นจะมีแต่ในนิยายหรือแต่งเติมเอาเองทั้งนั้น นักประสาทสรีรศาสตร์กล่าวว่า การบันทึกความจำอะไรก็ตาม เกิดขึ้นได้จากการจับตัวกันของเซลล์สมอง ความฝันทั่วไป เซลล์สมองจับกันไม่แน่น ไม่นานก็คลายหลุด เราจึงลืมความฝันนั้น แต่ถ้าเป็นความฝันที่ประทับใจหรือตื่นเต้นน่ากลัว เซลล์สมองจะจับกันแน่น ทำให้จดจำอยู่ได้นาน ความฝันที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการหลับ มักจะถูกลืมบ่อยกว่าความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้ตื่นหรือฝันจนตื่น และคนที่หลับสนิทจะฝันน้อยหรือจำความฝันได้น้อย หรือไม่รู้สึกว่าฝันเลย แต่ถ้าหลับๆ ตื่นๆ มักจะจำความฝันได้มาก ความฝันแม้จะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดกับทุกคน แต่สำหรับผู้ที่กินยานอนหลับจนหลับสนิท จะไม่ฝัน เพราะระยะต่างๆ จะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเข้าสู่ระยะหลับลึก แต่พอยาหมดฤทธิ์ใกล้ตื่น อาจจะฝันได้ และส่วนมากเป็นฝันร้ายเสียด้วย มีการถกเถียงกันมานานว่า จริงๆ แล้วความฝันของคนเรามีสีสัน หรือเป็นภาพขาวดำกันแน่ กล่าวกันว่า ความฝันโดยทั่วไปมักเป็นคล้ายหนังขาวดำ ภาพในฝันก็มักมัวซัวไม่ชัดเจน ถ้ามีสีก็มักเป็นสีเข้ม เช่น แดงเข้มหรือน้ำเงินเข้ม นอกจากฝันว่าไฟไหม้เท่านั้น จึงจะเห็นแสงสว่างจ้า


วิธีประหยัดน้ำมัน 'ลดพลังงาน เพิ่มพลังเงิน'

1. ขับรถในความเร็วที่กฎหมายกำหนด หากขับรถด้วยความเร็ว 90 กม./ชม. แทนการขับรถด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. จะประหยัดน้ำมันได้ 25% คิดเป็นเงิน 800 บาทต่อเดือนต่อคัน หรือ 9,600 บาทต่อปีต่อคัน ถ้ารถยนต์จำนวน 7 ล้านคันทั่วประเทศ ขับรถตามกฎหมายกำหนด ประเทศชาติจะประหยัดเงินได้ไม่น้อยกว่า 67,000 ล้านบาท ต่อปี

2. ตรวจเช็คสภาพรถเป็นประจำ การตรวจเช็คสภาพเครื่องยนต์ปีละ 1 ครั้ง สามารถประหยัดน้ำมันได้ 10% คิดเป็นเงินที่ ประชาชนประหยัดได้ 250 บาทต่อเดือนต่อคัน คิดเป็นจะประหยัดได้ถึงปีละ 3,000 บาท หากรถยนต์เบนซิน จำนวน 3 ล้านคันใน ประเทศไทย ดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว จะช่วยชาติจะประหยัดเงินได้ 9,000 ล้านบาทต่อปี

3. เติมลมยางไม่ขาดไม่เกิน ตรวจเช็คความดันลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทุกๆระยะทาง 500 กิโลเมตร เพราะหากความดันลมยางต่ำกว่ามาตรฐานทุกๆ 1 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว จะสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มร้อยละ 2

4. หมั่นทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุกๆ 2-4 สัปดาห์ หรือทุกๆ 2,500 กิโลเมตร เพราะถ้าไส้กรองไม่สะอาดแล้วจะทำให้รถยนต์กินน้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 10

5. ไม่ขับก็ดับเครื่อง ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถเป็นเวลานาน เพราะการติดเครื่องยนต์จอดรถเป็นเวลาเพียง 10 นาที จะเสียน้ำมันไปฟรีๆ 200-400 ซีซี หรือเสียเงินราว 3.35-7.75 บาท

6. ไม่บรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น การบรรทุกสิ่งของที่ไม่จำเป็น นอกจากจะสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ยังทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าที่ควรด้วย หากขับรถโดยบรรทุกของที่ไม่จำเป็น ประมาณ 10 กิโลกรัม เป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร จะสิ้นเปลืองน้ำมัน 40 ซีซี

7. บำรุงรักษาเครื่องยนต์ การบำรุงรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดี โดยการเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นเมื่อถึงกำหนด และตรวจสอบรอยรั่วในระบบน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยประหยัดน้ำมันประมาณร้อยละ 3-9

8. ทางเดียวกันไปด้วยกัน (คาร์พูล) ทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือ "คาร์พูล" นอกจากจะทำให้จำนวนรถยนต์ในถนนลดลง การจราจรดีขึ้น ใช้เวลาในการเดินทางลดลงแล้ว ยังทำให้คุณภาพอากาศบนถนนดีขึ้น และผลผลอยได้สุดท้ายคือค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและบำรุงรักษารถยนต์ลดลงอีกด้วย

9. จอดรถไว้บ้าน การจอดรถไว้ที่บ้าน เมื่อต้องการเดินทางก็ใช้บริการขนส่งสาธารณะซึ่งปัจจุบันก็สะดวกสบายขึ้นมาก หรือจะอยู่ที่บ้านโดยใช้การติดต่อทางโทรศัพท์ โทรสาร และอินเตอร์เน็ตแทน ก็เป็นหนทางหนึ่งในการลดการใช้น้ำมันของตนเองและของประเทศได้

เครือข่ายคอมพิวเตอร์

การที่ระบบเครือข่ายมีบทบาทและความสำคัญเพิ่มขึ้น เพราะไมโครคอมพิวเตอร์ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลาย จึงเกิดความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นถึงกับเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบให้สูงขึ้น เพิ่มการใช้งานด้านต่าง ๆ และลดต้นทุนระบบโดยรวมลง มีการแบ่งใช้งานอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ ตลอดจนสามารถทำงานร่วมกันได้
สิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบข้อมูลมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น คือ การโอนย้ายข้อมูลระหว่างกัน และการเชื่อมต่อหรือการสื่อสาร การโอนย้ายข้อมูลหมายถึงการนำข้อมูลมาแบ่งกันใช้งาน หรือการนำข้อมูลไปใช้ประมวลผลในลักษณะแบ่งกันใช้ทรัพยากร เช่น แบ่งกันใช้ซีพียู แบ่งกันใช้ฮาร์ดดิสก์ แบ่งกันใช้โปรแกรม และแบ่งกันใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่มีราคาแพงหรือไม่สามารถจัดหาให้ทุกคนได้ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้กว้างขวางและมากขึ้นจากเดิม
การเชื่อมต่อในความหมายของระบบเครือข่ายท้องถิ่น ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเชื่อมต่อระหว่างเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ แต่ยังรวมไปถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้าง เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้การทำงานเฉพาะมีขอบเขตกว้างขวางยิ่งขึ้น มีการใช้เครื่องบริการแฟ้มข้อมูลเป็นที่เก็บรวบควมแฟ้มข้อมูลต่างๆ มีการทำฐานข้อมูลกลาง มีหน่วยจัดการระบบสือสารหน่วยบริการใช้เครื่องพิมพ์ หน่วยบริการการใช้ซีดี หน่วยบริการปลายทาง และอุปกรณ์ประกอบสำหรับต่อเข้าในระบบเครือข่ายเพื่อจะทำงานเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง ในรูป เป็นตัวอย่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่จัดกลุ่มเชื่อมโยงเป็นระบบ


เครือข่ายคอมพิวเตอร์ก่อให้เกิดความสามารถในการปฎิบัติการร่วมกัน ซึ่งหมายถึงการให้อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ต่ออยู่บนเครือข่ายทำงานร่วมกันได้ทั้งหมดในลักษณะที่ประสานรวมกัน โดยผู้ใช้เห็นเสมือนใช้งานในอุปกรณ์เดียวกัน จึงเป็นวิธีการในการนำเอาอุปกรณ์ต่างชนิดจำนวนมาก มารวมกันเป็นเสมือนระบบเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่อุปกรณ์เหล่านั้นอาจจะมาจากต่างยี่ห้อ ต่างบริษัท ก็ได้

ความหมายของระบบเครือข่าย
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) หมายถึงการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน โดยอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ และการใช้ทรัพยากรของระบบร่วมกัน (Shared Resource) ในเครือข่ายนั้น
รูปแสดงระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีองค์ประกอบที่สำคัญ เพื่อการเชื่อมต่อเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ได้แก่ คอมพิวเตอร์แม่ข่าย (File Server) ช่องทางการสื่อสาร (Communication Chanel) สถานีงาน (Workstation or Terminal) และ อุปกรณ์ในเครือข่าย (Network Operation System)

คอมพิวเตอร์แม่ข่าย
คอมพิวเตอร์แม่ข่าย หมายถึงคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการทรัพยากร (Resources) ต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ หน่วยประมวลผล หน่วยความจำ หน่วยความจำสำรอง ฐานข้อมูล และ โปรแกรมต่าง ๆ เป็นต้น ในระบบเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) มักเรียกว่าคอมพิวเตอร์แม่ข่าย ในระบบเครือข่ายระยะไกล ที่ใช้เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ หรือ มินิคอมพิวเตอร์เป็นศูนย์กลางของเครือข่าย เรานิยมเรียกว่า Host Computer และเรียกเครื่องที่รอรับบริการว่าลูกข่ายหรือสถานีงาน

ช่องทางการสื่อสาร
ช่องทางการสื่อสาร หมายถึง สื่อกลางหรือเส้นทางที่ใช้เป็นทางผ่าน ในการรับส่งข้อมูล ระหว่างผู้รับ (Receiver) และผู้ส่งข้อมูล (Transmitter) ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสาร สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่าย คอมพิวเตอร์มีหลายประเภทคือ สายโทรศัพท์แบบสายคู่ตีเกลียวไม่มีฉนวนหุ้ม (UTP) สายคู่ตีเกลียว แบบมีฉนวนหุ้ม (STP) สายโคแอคเชียล สายใยแก้วนำแสง คลื่นไมโครเวป และดาวเทียม เป็นต้น
รูปแสดงช่องทางการสื่อสารโดยใช้จานรับดาวเทียม

สถานีงาน
สถานีงาน (Workstation or Terminal) หมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่อ กับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เป็นสถานีปลายทางหรือสถานีงาน ที่ได้รับการบริการจากเครื่อง คอมพิวเตอร์แม่ข่าย เรียกว่าเป็นคอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Workstation) ในระบบเครือข่ายระยะใกล้ มักมีหน่วยประมวลผล หรือซีพียูของตนเอง ในระบบที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม เป็นศูนย์กลาง เรียกสถานีปลายทางว่าเทอร์มินอล (Terminal) ประกอบด้วยจอภาพและแป้นพิมพ์เท่านั้น ไม่มีหน่วยประมวลกลางของตัวเอง ต้องใช้หน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางหรือ Host
อุปกรณ์ในเครือข่าย


การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย (Network Interface Card :NIC) หมายถึง แผงวงจรสำหรับ ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณของเครือข่าย ติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นเครื่องแม่ข่าย และเครื่องที่เป็นลูกข่าย หน้าที่ของการ์ดนี้คือแปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ส่งผ่านไปตามสายสัญญาณ ทำให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้
รูปแสดงการ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย


องค์ประกอบของเครือข่ายคอมพิวเตอร์โมเด็ม ( Modem : Modulator Demodulator) หมายถึง อุปกรณ์สำหรับการแปลงสัญญาณดิจิตอล (Digital) จากคอมพิวเตอร์ด้านผู้ส่ง เพื่อส่งไปตามสายสัญญาณข้อมูลแบบอนาลอก(Analog) เมื่อถึงคอมพิวเตอร์ด้านผู้รับ โมเด็มก็จะทำหน้าที่แปลงสัญญาณอนาลอก ให้เป็นดิจิตอลนำเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการประมวลผล โดยปกติจะใช้โมเด็มกับระบบเครือข่ายระยะไกล โดยการใชสายโทรศัพท์เป็นสื่อกลาง เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

ฮับ ( Hub) คือ อุปกรณ์เชื่อมต่อที่ใช้เป็นจุดรวม และ แยกสายสัญญาณ เพื่อให้เกิดความสะดวก ในการเชื่อมต่อของเครือข่ายแบบดาว (Star) โดยปกติใช้เป็นจุดรวมการเชื่อมต่อสายสัญญาณระหว่าง File Server กับ Workstation ต่าง ๆ
แสดงฮับที่ใช้เป็นจุดเชื่อมต่อและจุดแยกของสาย

ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเครือข่าย
ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเครือข่าย หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ จัดการระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครือข่าย สามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่จัดการด้านการรักษาความปลอดภัย ของระบบเครือข่าย และยังมีหน้าที่ควบคุม การนำโปรแกรมประยุกต์ ด้านการติดต่อสื่อสาร มาทำงานในระบบเครือข่ายอีกด้วย นับว่าซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเครือข่าย มีความสำคัญต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่างยิ่ง ตัวอย่าง ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ได้แก่ ระบบปฏิบัติการ Windows NT , Linux , Novell Netware , Windows XP ,Windows 2000 , Solaris , Unix เป็นต้น
แสดงซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเครือข่าย


โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (TOPOLOGY)
การนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเพื่อประโยชน์ของการสื่อสารนั้น สามารถกระทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป โดยทึ่วไปแล้วโครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถจำแนกตามลักษณะของการเชื่อมต่อดังต่อไปนี้

1. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (bus topology) โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส จะประกอบด้วย สายส่งข้อมูลหลัก ที่ใช้ส่งข้อมูลภายในเครือข่าย เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง จะเชื่อมต่อเข้ากับสายข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อ เมื่อมีการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมกัน จะมีสัญญาณข้อมูลส่งไปบนสายเคเบิ้ล และมีการแบ่งเวลาการใช้สายเคเบิ้ลแต่ละเครื่อง ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบบัส คือ ใช้สื่อนำข้อมูลน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม แต่มีข้อเสียคือ การตรวจจุดที่มีปัญหา กระทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายมากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา


2. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (ring topology) โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยที่แต่ละการเชื่อมต่อจะมีลักษณะเป็นวงกลม การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายนี้ก็จะเป็นวงกลมด้วยเช่นกัน ทิศทางการส่งข้อมูลจะเป็นทิศทางเดียวกันเสมอ จากเครื่องหนึ่งจนถึงปลายทาง ในกรณีที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งขัดข้อง การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายชนิดนี้จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ข้อดีของโครงสร้าง เครือข่ายแบบวงแหวนคือ ใช้สายเคเบิ้ลน้อย และถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบ ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเครือข่ายนี้ และจะไม่มีการชนกันของข้อมูลที่แต่ละเครื่องส่ง


3. โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (star topology) โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีจุกศูนย์กลางในการควบคุมการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรือ ฮับ (hub) การสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ จะสื่อสารผ่านฮับก่อนที่จะส่งข้อมูลไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แบบดาวมีข้อดี คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในระบบ ส่วนข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิ้ลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดตามไปด้วย


ทำไมตัวอักษรในแป้นพิมพ์ทั้งของเครื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ ถึงไม่เรียงกันตามลำดับอักษรเช่น A B C


และเมื่อมีคำถามที่น่าสนใจอย่างนี้ มีหรือที่เราจะไม่มาตอบให้หายคาใจ สำหรับการเรียงอักษรบนแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเรียงที่เรียกว่า QWERTY (คิวเวอร์ตี้) ที่เรียกกันอย่างนี้เพราะเป็นการนำอักษร 6 ตัวแรก(เมื่อนับจากซ้ายมาขวา) ของแป้นพิมพ์ที่เป็นตัวอักษรแถวบนมาต่อกัน และถ้าหากจะถามว่าทำไมถึงต้องเรียงแบบนี้ เราคงต้องย้อนกลับไปในอดีตกันซะหน่อย การเรียงลำดับอักษรของแป้นพิมพ์ในปัจจุบันนั้น มีที่มาจากข้อจำกัดที่เกิดกับเครื่องพิมพ์ดีดในยุคแรกๆ ที่ยังจัดแป้นพิมพ์แบบเรียงตามลำดับตัวอักษรคือ เมื่อคนที่พิมพ์ดีดได้คล่องและเร็วมาพิมพ์จะทำให้ก้าน พิมพ์ดีดขัดกันอยู่เสมอ ต่อมา คริสโตเฟอร์ ลาแธม โชลส์ วิศวกรเครื่องกลชาวสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ดีดสมัยใหม่รายแรกและได้รับสิทธิบัตรในปี 1868 จึงทำการเรียงลำดับตัวอักษรเสียใหม่ด้วยการแยกตัวอักษรที่มักใช้มาผสมเป็นคำร่วมกันบ่อยๆ ออกไปอยู่กันคนละฝั่งของแป้นพิมพ์ เพื่อทำให้นักพิมพ์ดีดพิมพ์ได้ช้าลงกว่าเดิม จะได้ไม่เกิดปัญหาก้านพิมพ์ขัดกันอีก อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกผู้คนยังคงไม่นิยมเครื่องพิมพ์ดีดของเขามากนัก ทำให้โชลส์ตัดสินใจขายสิทธิบัตรดังกล่าวให้กับทางบริษัท เรมิงตันอาร์มคอมพานี ในปี 1973 ซึ่งปรากฏว่าหลังจากที่ทางเรมิงตันผลิตเครื่องพิมพ์ดีดออกมาจำหน่าย ความนิยมในตัวเครื่องพิมพ์ดีดกลับเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ในเวลาต่อมา ปรากฏว่ามีผู้พยายามจัดเรียงตัวอักษรบนแป้นพิมพ์เป็นแบบต่างๆ ซึ่งแบบที่ได้รับความนิยมมากหน่อยก็อย่างเช่น แบบ DVORAK ซึ่งเคยมีการบอกกล่าวกันว่าการเรียงในรูปแบบนี้จะทำให้พิมพ์เร็วขึ้น จนทางห้างร้านบริษัทหลายแห่งเริ่มนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าในปี 1956 ทาง General Services Administration ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่หน่วยงานอื่นๆของรัฐ ได้ทำการศึกษา การจัดแป้นพิมพ์ทั้ง 2 แบบ และก็พบว่า การจัดแบบ QWERTY นั้น ทำให้พิมพ์ได้เร็วเท่ากับ หรือมากกว่าแบบ DVORAK ทำให้ความนิยมของการจัดแป้นพิมพ์แบบ DVORAK ลดลงไป ทั้งนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า ปัจจุบันเราก็ไม่ได้นิยมใช้พิมพ์ดีดแบบเมื่อก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาเรื่องก้านพิมพ์ขัดกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาต่อไป แล้วทำไมเราจึงไม่เปลี่ยน กลับไปใช้แป้นพิมพ์แบบเรียงตามตัวอักษรเหมือนก่อน ซึ่งคำตอบสำหรับคำถามนี้หลายคนคง พอเดากันได้ว่าเป็นเพราะ เราคุ้นเคยและเคยชินกับแบบ QWERTY จนไม่อยากจะกลับไปเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งกับแบบเดิมเสียแล้ว

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


“การอ่านหนังสือ เป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา” คำกล่าวนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ผู้ที่อ่านหนังสือน่าจะได้รับคำตอบแล้ว ผมคนหนึ่งที่เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่านี้ และพยายามที่จะอ่านหนังสือไม่ว่าจะแนวใดก็ตามให้มากที่สุด ทั้งในห้องสมุด ร้านเช่าหนังสือ หรือร้านหนังสือทั่วไป หรือแม้กระทั้งใบปลิว ที่ติดตามตู้โทรศัพท์ มันก็ทำให้ปัญญา(หรือปัญหา)ของผมดีขึ้นมาบ้าง หลายๆครั้งที่ผมเข้าไปอ่านหนังสือ(ฟรี)อยู่ในร้านหนังสืออยู่นั้น แทบทุกร้านจะมีพนักงานมาคอย(จับตา)บริการอยู่ข้างๆเหมือนเพื่อนที่รู้ใจใกล้ๆคุณ(ไม่ใช่สโลแกนโฆษณา)อันจะทำให้การอ่านและเลือกดูหนังสือของผมไม่มีความเป็นส่วนตัว ผมจึงต้องเดินไปอ่านหมวดอื่นหรือออกจากร้านไปเลย ผมว่าทางร้านหนังสือทุกร้านควรมีบริการให้อ่านฟรีหรือเก็บค่าสมาชิกก็ได้แต่ในราคาย่อมเยานะครับ
แต่ผมก็เข้าใจนะครับว่าเดี๋ยวนี้คงจะไม่มีหรอกครับที่เจ้าของร้านจะให้ยืมหนังสือกลับไปอ่านที่บ้าน ดังเช่นโฆษณาทีวีชิ้นหนึ่งที่ผู้ก่อตั้งห้างดังแห่งหนึ่งสังเกตเห็นลูกค้ามายืนอ่านหนังสืออย่างตั้งใจและมาอ่านหลายๆครั้งโดยที่ไม่ยอมซื้อหนังสือสักทีถ้าเป็นสมัยนี้โดนเจ้าของด่าไปแล้วละครับพี่น้องจนท่านก็ใจดีให้หนังสือกลับไปอ่านที่บ้านได้ลูกค้าคนนั้นหลังจากได้อ่านหนังสือและฝึกฝนฝีมือการถ่ายภาพจึงได้กายมาเป็นศิลปินแห่งชาติด้านการถ่ายภาพนั้นเอง เห็นมั๊ยละครับถ้าทางร้านหนังสือจัดให้มีมุมอ่านหนังสือฟรีผู้คนที่ไม่มีเงินซื้อหนังสือตาดำๆอย่างผมและอีกหลายๆคน ก็จะได้มีแหล่งความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนและการศึกษาไม่ต่างจากผู้มีฐานะทุกคน เมื่อพวกเขามีความรู้ก็จะได้นำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือการเรียนถึงตอนนั้นพวกเขาน่าจะมีเงินมากพอที่จะกลับมาอุดหนุนร้านหนังสือท่านแน่นอนครับดังคำกล่าวที่ว่า “ให้วิชาแด่ท่าน ดีกว่าให้นาร้อยไร่”
กำเนิดกาแล็คซี

ดวงดาวที่เราเห็นในท้องฟ้าตอนกลางคืนด้วยตาเปล่านั้นเป็นดาวในทางช้างเผือก(Milky Way) ทั้งสิ้น สุริยจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางเป็นกลุ่มดาวเล็กๆกลุ่มหนึ่งในจำนวนหลายหมื่นล้านกลุ่มที่อยู่ในทางช้างเผือกนี้ ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่ากาแล็คซี (Galaxy) ซึ่งเอกภพ (Universe) ของเรามีกาแล็คซีจำนวนล้าน ล้านกาแล็คซีกาแล็คซีในเอกภพมีรูปร่างและขนาดต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งตามรูปร่างได้ 3 แบบ คือแบบวงรี แบบเกลียว และแบบปกติ และเมื่อกาแล็คซีปะทะกัน กาแล็คซีใหญ่จะกลืนกินหรือรวมเข้ากับกาแล็คซีเล็ก ทำให้เกิดกาแล็คซีที่มีรูปร่างแตกต่างจากเดิมในวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2532 Martha Haynes และ Ricardo Giovanelli สองนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Cornell สหรัฐอเมริกา ได้โฟกัสกล้องโทรทัศน์วิทยุไปยังท้องฟ้า และได้พบ กลุ่มแก๊สไฮโดรเจนขนาดมโหฬาร กว้างใหญ่ขนาดที่แสงต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 10 ล้านปี จึงจะวิ่งจากขอบหนึ่งของกลุ่มแก๊สไปยังอีกขอบหนึ่งกลุ่มเมฆนี้มีลักษณะเป็นวงรี และอยู่ห่างจากโลกมาก เป็นระยะทาง 65 ล้านปีจึงจะมาถึงโลกเรา ซึ่งหมายความว่า ภาพกลุ่มเมฆที่ค้นพบนั้นเป็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ 65 ล้านปีโน้น ภาพปัจจุบันของกลุ่มเมฆเป็นอย่างไรนั้นต้องรอไปอีก 65 ล้านปีจึงจะเห็นนักดาราศาสตร์ทั้งสองยังรายงานอีกว่า ในกลุ่มเมฆนี้ไม่มีการพบดาวฤกษ์ใดๆ และเชื่อว่ากลุ่มเมฆนี้จะวิวัฒนาการไปสู่การเป็นกาแล็คซีที่มีดาวตั้งแต่แสนล้านถึงล้านล้านดวงในเวลาอีก 1,000 ล้านปีข้างหน้าการค้นพบของ Haynes และ Giovanelli ได้แสดงให้เห็นว่า กาแล็คซีนั้นมีการเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา





ทายนิสัยตามเดือนเกิด




ทายลักษณะคน ตามเดือนเกิดคุณเคยลองสำรวจตัวคุณเองหรือเปล่าว่าตัวคุณเป็นคนลักษณะอย่างไร และเคยสังเกตคนรักของคุณหรือเปล่าว่าเขาเป็นคนแบบไหน รวมถึงการดูความรักของคุณกับคนรัก นิสัยของเราสองคนเข้ากันได้ไหม เรามาลองสำรวจความรักของเราสองคนกันจากเดือนเกิดกัน




**~มกราคม~**ทะเยอทะยาน จริงจัง ชอบสั่งสอน รักการเรียนรู้ ขยันทำงานตัวเป็นเกลียวมีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด เจ้าระเบียบ ทำอะไรเป็นแบบแผนขั้นตอนไม่มีนอกลู่นอกทางแม้แต่น้อย อ่อนไหว ช่างคิดรู้วิธีทำให้คนอื่นมีความสุขปกติจะเงียบขรึมถ้าไม่ได้กำลังตื่นเต้น หรือเข้าสู่ภาวะคับขันสงบเสงี่ยม กระตือรือร้น โรแมนติกแต่ไม่ค่อยยอม แสดงออกเท่าไร รักเด็กติดบ้าน ซื่อสัตย์ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม แถมขี้หึงอีกต่างหาก




**~กุมภาพันธ์~**ช่างฝัน รักทั้งโลกแห่งความเป็นจริงและโรคแห่งความฝันไหวพริบปฏิภาณดี ฉลาดหากแต่บุคลิกภาพแปรปรวนไปนิด เจ้าอารมณ์ เงียบ ขี้อาย สุภาพ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ซื่อสัตย์ ชอบตั้งเป้าหมายในชีวิต รักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด ขบถได้ง่ายถ้าถูกบีบคั้น แอบก้าวร้าวบ้างบางครั้ง แต่ที่จริงอ่อนไหวมาก เสียใจง่าย โกรธก็ง่ายไม่ชอบเรื่องไร้สาระ ชอบคบเพื่อนฝูงใหม่ๆ น่ารักๆ รักกิจการงานบันเทิงทุกชนิดโรแมนติกลึกๆ แต่ไม่แสดงออก เชื่อถือโชคลาง ใช้จ่ายเงินเก่ง




**~มีนาคม~**มีเสน่ห์ เป็นที่รักของผู้อื่น ขี้อาย สงบเสงี่ยม ลึกลับ ซื่อตรง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ รักสันติและความสงบ อ่อนโยน ชอบเอาอกเอาใจคนอื่น ใจเย็น ไว้ใจได้ เห็นค่าคนอื่น ใจดี เคร่งศีลธรรม แต่ติดนิสัยชอบประเมินคนอื่น เจ้าคิดเจ้าแค้น แถมยังเพ้อฝัน ชอบสร้างจินตนาการ รักการเดินทาง รักการเป็นจุดสนใจ ใจเร็วไปนิดถ้าคิดจะลงหลักปักฐานกับใคร ชอบตกแต่งบ้านเอง มีพรสวรรค์เรื่องดนตรี รักข้าวของแปลกๆ ข้อควรระวังคืออารมณ์หงุดหงิดง่าย




**~เมษายน~**กระตือรือร้น ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ เข้มแข็งเด็ดขาด แต่กลับใจอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อกับคำขอโทษ ดึงดูดใจและเป็นที่รักของผู้คน ใจแข็ง รักการเป็นจุดสนใจ พูดจาฉลาดถนอมน้ำใจทุกฝ่าย ชอบปลอบโยน มนุษย์สัมพันธ์ดี ชอบเสนอแนะแก้ปัญหาให้คนอื่น กล้าหาญ ชอบผจญภัย สุภาพเอื้อเฟื้อ แต่เจ้าอารมณ์ ชอบกระตุ้นทั้งตัวเองและคนรอบข้าง และขี้หึงมากกเช่นกัน




**~พฤษภาคม~**ดื้อดึง ใจแข็ง กล้าแกร่ง ตั้งใจมั่น แรงจูงใจสูง หลักแหลม โกรธง่าย แต่ก็มีเสน่ห์ ชอบการเป็นจุดสนใจ ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก มีจุดยืนของตัวเอง มีอิทธิพล ชอบปลอบโยนผู้อื่น มีระบบระเบียบ เพ้อฝัน มีสัมผัสพิเศษ เข้าอกเข้าใจ จินตนาการกว้างไกล รักการเดินทาง ไม่ชอบอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ชอบหยุดนิ่ง ทำงานหนัก ความรับผิดชอบสูง แต่สุรุ่ยสุร่ายไปหน่อย




**~มิถุนายน~**คิดการณ์ไกล หัวก้าวหน้า ใจอ่อนกับคนใจดี สุภาพ พูดจาเบา มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย อ่อนไหว ชอบคิดค้น เสียตรงที่ขี้ลังเล ไม่รักษาเวลา สนุกสนาน มีอารมณ์ขัน ชอบเรื่องตลก มีทักษะดีในการโต้แย้ง ช่างพูดช่างคุย ชอบฝันกลางวันเป็นมิตร รู้ว่าจะหาเพื่อนได้อย่างไร อดทน ชอบแสดงออก เสียใจง่าย ชอบแต่งตัว ขี้เบื่อ นานๆ จะแสดงอารมณ์ออกมาซักที ถ้าเสียใจต้องใช้เวลานานในการเยียวยา ชอบการบริหาร หัวรั้น ถือคติแปลกๆ ว่าใครประจบประแจงคือศัตรู ส่วนเพื่อนแท้ต้องไม่กลัวที่จะขัดใจ




**~กรกฎาคม~**อยู่ด้วยแล้วสนุก เก็บความลับได้ แต่ยากที่จะเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง เงียบถ้าไม่มีอะไรตื่นเต้น หยิ่งทะนงในตัวเอง มีความรับผิดชอบ ชอบปลอบโยนคนอื่น ซื่อตรง สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง มีไหวพริบ ไม่ผูกใจเจ็บใคร ไม่ชอบเรื่องไร้สาระทั้งหลาย มีอิทธิพลต่อคนอื่นทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ อ่อนไหว ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ ห่วงใยใส่ใจคนอื่น ปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเท่าเทียม เห็นอกเห็นใจ แย่ตรงที่ชอบตัดสินคนอื่นเพียงเพราะสิ่งที่สังเกตเอาเอง ทำงานหนัก เรียนดี ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ เสียใจง่ายแถมต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย ทุ่มเททุกอย่างให้งาน




**~สิงหาคม~**ชอบเรื่องตลก มีเสน่ห์ สุภาพอ่อนโยน ใส่ใจคนอื่น กล้าหาญไม่เคยกลัวอะไรทั้งสิ้น มั่นคงเด็ดเดี่ยว เป็นผู้นำเต็มตัว รู้ว่าต้องดูแลปลอบโยนคนอื่นอย่างไร แต่เสียตรงที่เอื้อเฟื้อเกินไป มั่นใจตัวเองเกินไป เรียกร้องต้องการการยกย่องนับถือ มุ่งมั่นแรงกล้าสุดๆแถมโกรธง่ายเกินเหตุ โดยเฉพาะเมื่อถูกแหย่หรือ กระตุ้น ขี้หึง เคร่งศีลธรรม หุนหันพลันแล่น ความคิดอิสระไม่ค่อยเหมือนใคร รักทั้งการเป็นผู้นำและถูกนำ ช่างฝัน มีพรสวรรค์เรื่องศิลปะดนตรี และกลไกการป้องกันตัว อ่อนไหวเหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะอยากยอมรับ ยุ่งเหยิงวุ่นวายตลอดเวลา โรแมนติค รักใคร่และห่วงใยคนอื่น ชอบคบหาเพื่อนฝูงใหม่ๆ




**~กันยายน~**สุภาพอ่อนโยน ประนีประนอม ระวังตัวแจวางขั้นตอนชีวิตอย่างเป็นแบบแผน ชอบตอกย้ำจุดอ่อนคนอื่น ชอบการวิพากษ์วิจารณ์ เยือกเย็นและสงบ ใจดี เห็นอกเห็นใจคนอื่น รอบรู้เรื่องต่างๆ ซื่อตรง ทำงานเก่ง อ่อนไหว ช่างคิด ความจำดี สนใจใฝ่รู้ ชอบการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ มีแรงจูงใจ เข้าอกเข้าใจ เก็บความลับอยู่ รักกีฬากิจกรรมยามว่าง และการเดินทาง ไม่แสดงอารมณ์เสียจนเกือบจะ เป็นคนเก็บกดช่างเลือกโดยเฉพาะเรื่องแฟน




**~ตุลาคม~**รักการพูดคุยเป็นชีวิตจิตใจ รักทุกคนที่รักตัวเอง รักการเจาะเข้าสู่จุดศูนย์กลางของเรื่องต่างๆ มีเสน่ห์ สุภาพนุ่มนวล จิตใจและรูปร่างสวยงาม ไม่โกหกเสแสร้ง เห็นอกเห็นใจคนอื่น ให้ความสำคัญกับเพื่อน ชอบคบหาเพื่อนใหม่อยู่เรื่อย เสียใจง่ายก็จริงแต่ไม่ต้องห่วงแป๊บเดียวก็หายเศร้า ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบฝันกลางวัน ความคิดบรรเจิด มีสัมผัสพิเศษ รักการเดินทาง ศิลปะ และวรรณกรรมพูดจานุ่มนวล รักและใส่ใจคนอื่น โรแมนติก ขี้หึง เป็นห่วงเป็นใยรักความยุติธรรม เชื่อคนง่าย เพราะมองโลกสวยงาม สูญเสียความเชื่อมั่นง่ายมาก




**~พฤศจิกายน~**ความคิดล้านแปดเต็มหัว ยากที่จะเข้าถึง คิดการณ์ล้ำหน้า โดดเด่นหัวไว ใส่ใจและชอบให้คำแนะนำ อยากรู้อยากเห็น รู้จักวิธีตะล่อมคุ้ยความลับ; ชอบคิดอยู่ตลอดเวลา พูดน้อยแต่อัธยาศัยดี กล้าหาญและเอื้อเฟื้อ อดทน หัวรั้น ใจแข็ง ถือคติตราบใดที่ยังมีความหวัง ตราบนั้นก็ยังมีหนทางเสมอ มีเป้าหมายในชีวิต ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ โกรธยากมากถ้าไม่ถูกยั่วจนถึงขั้นจริงๆ ชอบอยู่คนเดียว มีแรงจูงใจในตัวเอง โดยไม่สนใจการยอมรับนับถือจาก คนอื่น มั่นคง เด็ดเดี่ยว รักใครรักจริง เจ้าอารมณ์ โรแมนติก แต่ไม่ค่อยสนใจสัมพันธ์จริงจังนัก รักบ้าน ทำงานหนัก มีความสามารถสูง ไว้ใจได้




**~ธันวาคม~**ซื่อสัตย์และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กระตือรือร้นในการแข่งขันและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่ไม่ค่อยมีความอดทน ทะเยอทะยาน มีอิทธิพลในสังคม รักการเข้าสังคมมาก รักการได้รับการ ยอมรับการเป็นจุดสนใจ รักการที่มีคนอื่นมารักตัวเอง ซื่อตรงและไว้ใจได้ ไม่เสแสร้ง แต่อารมณ์เสียง่าย เกลียดการถูกบีบบังคับ รักเรื่องตลก มีอารมณ์ขันและมีเหตุผล












































































































บอกนิสัยจากสิ่งที่ชอบ

1 . คนที่ชอบ เล่นกีฬา ออกกำลังกาย
เป็นคนร่าเริง แจ่มใส มองโลกด้วยทัศนะสุขนิยม
ทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่สับสนวุ่นวาย
2 . คนที่ชอบ อ่านหนังสือ ฟังดนตรี
เป็นพวกรักความสงบ? ส่วนใหญ่เป็นคนฉลาดและมีสติปัญญาล้ำเลิศ
แต่มักเสียเพราะเป็นคนช่างสะเทือนใจ
3 . ผู้ที่ชอบงานออกแบบ วิศวกร เครื่องบิน ยานอวกาศ
ส่วนใหญ่เป็นคนมีเหตุผล? มีความสมดุล รู้จักควบคุมชีวิตได้ดี
4 . พวกที่ชอบ งานเทคนิค
เป็นพวกที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง สุขนิยม เข้ากับคนง่าย
ไม่เย่อหยิ่งกับความสำเร็จของตนเอง
และมักจะมีความสุขกับผลงานเล็กๆน้อยๆ? ของตนเองเสมอ
5 . พวกที่ชอบ วิทยาศาสตร์ ชอบ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์
มักเป็นคนมีเหตุผล มีหลักเกณฑ์ในการตัดสินปัญหา
ค่อนข้าง เป็นผู้ใหญ่ สายตากว้างไกลชอบหัวเราะให้กับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
6 . พวกที่ชอบสะสม เช่น สะสมของเก่า สะสมแสตมป์
มักเป็นคนฉลาด ความรู้กว้าง คุยเก่ง? เพื่อนเยอะ ไม่ค่อยเหงา
7 . พวกที่ชอบ ศิลปะ และ ดนตรี
เป็นคนที่มีความรู้สึกซับซ้อน?? มีอารมณ์ศิลปิน
ทำให้ชีวิตและโลกสวยงามหลากหลายรูปแบบ
8 . พวกนัก นิยมธรรมชาติ ชื่นชอบ การท่องเที่ยว ชอบตกปลา
มักไม่เพ้อฝัน? เขาอาจจะเงียบขรึมบ้าง แต่จิตใจสงบมั่นคง
9 . พวกที่ชอบ ถ่ายรูป
อุปนิสัยสลับซับซ้อน ชอบเครื่องจักรกล
แต่ก็รักศิลปะ? อีกทั้งนิยมสะสม เขามักจะเป็นคนเจ้าอารมณ์
พึ่งพาอาศัยได้ มีรสนิยมหลายอย่าง
10 . พวกที่ชอบ ดูหนัง
เป็นพวกที่หลีกหนีความเป็นจริง ฉลาด มีน้ำใจแต่เพ้อฝันมากเกินไปหน่อย จึงมักจะรู้สึกเหงา
11 . คนที่ชอบ วาดรูป
ส่วนใหญ่จะเป็นเก่ง เปิดเผย ใจร้อน
แต่มักหลงภาพหรือคนใหม่ๆ? ที่เข้ามาในชีวิต เสมอ
ทำให้เปลี่ยน ใจบ่อยๆ เป็นพวกจินตนาการสูงมากมักจะโอเว่อร์เกินความเป็นจริง
12 . คนที่ชอบ อ่านเมล์แล้วส่งต่อ
ส่วนใหญ่จะเป็นคนดีเลิศประเสริฐศรี
และ…ตกงานง่าย …อ่ะ…. จ๊ากกกก?!!!!
อ่านถึงข้อ สุดท้ายก็รีบหันซ้าย แลขวา?.และ….
ก้มหน้า….ทำงานกันอย่างตั้งใจต่อไปเถอะ…ชาวเรา….อิอิ


เพื่อน


โลกกลมๆ ใบนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ
ของฟรีไม่เคยมี ของดีไม่เคยถูก
อยู่ให้ไว้ใจ ไปให้คิดถึง
คนเราต้องเดินหน้า เวลายังเดินหน้าเลย
ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ
ยิ่งมีใจศรัทธา ยิ่งต้องมีสายตาที่เยือกเย็น
ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า }แน่นอน~
คนเราเมื่อ ตัวตายก็ต้องลงดิน
ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย อิจฉาได้ แต่อย่าริษยา พักได้ แต่อย่าหยุด
เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคน อีกคนหนึ่ง
ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร
หนทางอันยาวไกลนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรกก่อนเสมอ
ปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น
จะเห็นค่าของความอบอุ่น เมื่อผ่านความเหน็บหนาวมาแล้ว
อันตรายที่สุดคือ การคาดหวังเริ่มต้นดีแล้ว ลงท้ายก็ต้องดีด้วย
อย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่
จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์
เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน
ไม่มีคำว่า บังเอิญ ในเรื่องของความรัก มีแต่คำว่า ตั้งใจ
ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป
หลังพายุผ่านไป ฟ้าย่อมสดใสเสมอ
หลังผ่านปัญหา จะรู้ว่าปัญหานั้นเล็กนิดเดียว
ไม่เป็นขุนนางนะ ได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้
มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง
เมื่อวานก็สายเกินแล้วพรุ่งนี้ ก็สายเกินไป
อย่าหวังว่าจะได้รับความรัก จากคนที่คุณรัก
เพราะคนที่คุณรัก ไม่ได้รักคุณ หมดทุกคน
เพื่อนทั่วไป ไม่เห็นคุณร้องไห้
เพื่อนแท้ มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
เพื่อนทั่วไป ถือขวดไวน์ติดมือมางานปาร์ตี้ของคุณ
เพื่อนแท้ จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนทั่วไป คาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ
เพื่อนแท้ คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณตลอดไป


อ่านแล้วห้ามยิ้มนะ...ห้ามยิ้ม




D.. เค้าว่าถ้าฝันเห็นผีลูบหัว เร็วๆนี้จะมีลูก …….

:D.. มีตัณหาอยู่ที่ไหน มีความพยายามอยู่ที่นั่น ………

:D.. นมกล่องมันต้องแทงก่อนดูด . แต่นม .. มันต้องดูดก่อนแทง

:D.. วันนี้คุณช่วยตัวเองหรือยัง ด้วยความปรารถนาดีจาก องค์การ unisex

:D.. ก .เอ๋ยก็ไก่ ข .ไข่อยู่ในกางเกง ค .ควายโทงเทง อยู่ในกางเกง ค .คน

:D.. รักแรกคือสบตา รักต่อมาคืออมให้ รักแท้คือสอดใส่ รักหมดใจให้สองที

:D.. คำเตือน ! อย่าเก็บมือถือระบบสั่นไว้ในกางเกง เพราะอาจเสร็จได้

:D.. เรียนดีแต่ยากจน sexจัดแต่ขัดสน เอวบางร่างน้อยแต่ซอยทน สนป่ะ !!

:D.. อกหักเรื่องเล็ก มีแฟนอกเล็กเรื่องใหญ่ เลิกแล้วหาใหม่ ต้องให้ใหญ่กว่าเดิม

:D.. ปราบปรามคนชั่ว อภิบาลคนดี ปกป้องเด็กและสตรี แล้วขยี้พรหมจรรย์

:D.. ฟ . แฟนก็เหมือนยกทรง ต้องบรรจงเลือกให้ดี ใส่แล้วหลวมเลิกทันที คับมากไปทรมาน ..

:D.. ไม่อยากให้เธอมีแฟนต่างชาติ ไม่ได้ห่วงเรื่องขนาด แต่กลัวว่าชาติจะขาดดุล


ขำๆนะครับอย่าคิดมาก…




เวลา “งอน” … คุณมีอาการ แบบนี้หรือเปล่า?

“โรคงอน” เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรงติดต่ออย่างรวดเร็ว ขยายตัวเป็นวงกว้างในแนวราบยังไม่พบวัคซีนหรือยารักษาผู้ป่วยมีอาการ “หน้างอ”บางรายที่อาการหนัก . . .จะมีอาการหน้าดำ แทรกซ้อนด้วยหูแข็งฟังอะไร ขัดหูขัดใจไปหมดตาขวาง น้ำลายไหลเล็กน้อยพองาม (. . .จริงอ่ะ)
ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน ว่าผู้ใดนำเชื้อมาปล่อยโรคนี้ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูง มือไม้สั่นผู้ป่วยที่อาการหนัก . . . อาจถึงขั้นชักดิ้นชักงอ
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น . . .ควรสังเกตอาการผู้ป่วย ว่างอนอยู่ในระดับไหนถ้างอนน้อย ๆ ให้รีบง้อ
วิธีการรักษา . . .ผู้พบเห็นทั่วไป ควรเอาใจใส่ ต่อผู้ที่ติดเชื้อในระยะเริ่มแรกจะทำให้อาการไม่ลุกลาม และสามารถรักษาหายได้
สำหรับผู้ป่วยที่อาการหนักผู้ง้อ ควรได้รับการฝึกสอน และเป็นผู้ชำนาญการง้อเป็นพิเศษเพราะผู้ป่วยจิตใจอ่อนแอ . . .เปราะบางแตกหักง่ายเอาใจใส่เป็นพิเศษ
หลังได้รับการรักษา . . .ผู้ป่วยที่หายแล้ว ยังสามารถอาการกำเริบได้ทุกเวลาผู้ใกล้ชิดต้องให้ความรักและความเข้าใจหากความรักและความเข้าใจลดน้อยลงเมื่อไหร่ . . .อาการงอนจะกำเริบ
หมายเหตุ . . .พบมากในกลุ่มคนที่มีความสวย และความน่ารักสำหรับผู้ไม่สวยและไม่น่ารัก . . .จะเรียกอาการเดียวกันนี้ว่า “น่าเบื่อ น่ารำคาญ”จะปล่อยไปตามยถากรรม (โอ้…)ไม่มีการปฐมพยาบาลใด ๆ ทั้งสิ้น. . . จนกว่า อาการจะหายหรือตายไปเอง




30 ข้อ ที่ผู้หญิงเถียงไม่ออก

1.ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนแต่มีของ 4 อย่างที่ผู้หญิงต้องหยุดดู..ตุ้มหู กระเป๋า รองเท้า และเสื้อผ้า

2.ผู้หญิงชอบกินเค้กช็อกโกแลตและชอบบ่นว่าาตัวเองอ้วน

3.เวลาเธอถามว่าเธออ้วนไปหรือเปล่า? ถ้าคุณตอบว่าเปล่า เธอจะไม่เชื่อ แต่ถ้าคุณตอบว่าอ้วน เธอก็จะโกรธ

4.หากจะอธิบายเรื่องเวรกรรมให้ผู้หญิงเข้าใจให้ยกเรื่องสลิปบัตรเครดิตมาเป็นตัวอย่าง

5.ผู้หญิงชอบให้คนมาจีบ แต่ไม่ได้ชอบทุกคนที่เข้ามาจีบ

6.ผู้หญิงเกิดมาคู่กับครีมทาผิวและโฆษณาครีมทาผิวทุกตัวได้ผลเสมอ

7.ผู้หญิงไม่เคยเหน็ดเหนื่อยจากการเดินช็อปปิ้ง และหากนับก้าวระหว่างที่เธอเดิน คุณคงไม่เชื่อในระยะทางที่วัดได้

8.เวลาที่ผู้หญิงบอกว่าไม่มีอะไร แปลว่ามีอะไร และผู้ชายไม่รู้หรอก (เฉลยไปเลย)

9.เวลาผู้หญิงร้องไห้ เธอจะต้องการการปลอบโยน แต่ถ้าไปถาม เธอจะบอกว่า “ไม่ต้อง”

10.ผู้หญิงสนใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นลายของกระเป๋าหรือตุ้มหู อย่าถาม
ความเห็นของคุณผู้ชายเลยเพราะเขามองไม่ออกจริง

11.ผู้หญิงใช้ลิปสติกไม่เคยหมดแท่ง

12. ผู้หญิงชอบสมัครฟิตเนสและจินตนาการว่าตัวเองจะฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นในสามเดือนข้างหน้า แต่หลังสมัครเสร็จเธอจะแวะไปที่ร้านกิฟท์ช็อปที่อยู่หน้าฟิตเนสและนานๆ จะมาที่นี้สักที

13.ผู้หญิงเกิดมาคู่กับดอกไม้ เมื่อได้รับดอกไม้ยิ่งช่อใหญ่ยิ่งดี

14.ผู้หญิงจำวันทุกวันเก่งมาก ไม่ว่าจะเป็นวันแรกที่เจอ วันแรกที่คบ วันครบรอบ วันเกิด และวันอะไรอีกมากมายและนี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เธอทะเลาะกับแฟน

15.ผู้หญิงชอบอ่านดวงในแมกกาซีนและบอกว่าแม่นมาก โดยที่ผู้ชายไม่ค่อยเชื่อ

16.คำขอโทษที่ดีที่สุดคือ “ไปช็อปปิ้งมั้ย?”

17.ผู้หญิงไม่รู้ว่าที่เปิดกระโปรงรถอยู่ไหน เพราะไม่รู้ว่าจะเปิดมันไปทำไม หรือถึงเปิดเป็นก็ไม่รู้จะทำอะไรกับมันดี

18.เวลาทะเลาะกัน เธอจะบอกว่าไม่ต้องโทรมาอีกแล้ว แต่หลังจากวางหู เธอจะหันไปมองโทรศัพท์มือถือ
บ่อยๆ พอกลับมาดีกัน เธอจะต่อว่าๆ พอกลับมาดีกัน เธอจะต่อว่า ว่าตอนนั้นทำไมไม่โทรมา (อ้าว)

19. ผู้หญิงสนใจเรื่องราวของเพื่อนเรากับแฟน(ของเพื่อนเรา)มากกว่าตัวเรา(ที่เป็นเพื่อนมันจริงๆ)เสียอีก

20.ผู้หญิงกินข้าวเป็นมื้อจริงๆ น้อย กินขนมระหว่างมื้อเยอะ

21.ผู้หญิงผมตรงอยาผมหยิก ผู้หญิงผมหยิกอยากผมตรง

22.กระเป๋าถือของผู้หญิง มีน้ำหนักมากกว่าสายตาประเมิน และข้างในบรรจุของไว้มากมาย แม้เธอจะไม่ใช้
ทุกอย่างก็ตาม

23.เวลากลุ่มเพื่อนผู้หญิงนัดกัน มักจะเม้าท์เรื่องของแฟนอย่างสนุกสนาน ผู้ชายรู้ดีเลยแค่ขับรถไปส่งแล้วค่อยไปรับตอนจะกลับอีกครั้ง

24.ตุ๊กตาส่วนใหญ่ไม่มีปาก เพราะมีผลการวิจัยว่า การไม่มีปากทำให้ผู้หญิงรู้สึกเหมือนว่าตุ๊กตากำลังรับฟังและเข้าใจความรู้สึกของธอ ไมว่าเธอจะรู้สึก สุข เศร้า เหงา และรัก

25.ในที่ทำงาน มักจะมีเพื่อนร่วมงานผู้หญิงที่ไม่ค่อยถูกกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิงด้วยกัน อย่างน้อยก็คู่หนึ่งละ

26.เวลาผู้หญิงนินทากันเอง แม้ผู้ชายจะทำหน้าเฉยๆ แต่ก็อยากรู้อยู่เหมือนกัน

27.ผู้หญิงทุกคนต้องมีตู้เสื้อผ้าสองตู้ขึ้นไป และเมื่อถึงสี่ตู้เมื่อไหร่จะเริ่มบริจาคเสื้อผ้าที่ไม่ใช้ให้คนอื่น และ
ตอนที่เริ่มโละของจะมีประโยคประเภท “เสื้อตัวนี้ยังไม่ได้ใส่เลย!!!”

28.ผู้หญิงมีเคล็ดลับในการแสดงความเป็นเจ้าของ เช่นติดรูปถ่ายคู่ไว้ในกระเป๋าตังค์ของเขาเอาตุ๊กตาไว้
หน้ารถเขา วางตุ้มหูระยิบระยับไว้ที่ห้องรับแขกในบ้านเขา ถือเป็นสิ่งเล็กน้อยที่แฝงไปด้วยเทคนิคล้ำเลิศ

29.เริ่มต้นวันใหม่ด้วยประโยค “วันนี้คุณสวยจัง” จะทำให้เธออารมณ์ดีไปทั้งวัน

30.ดูเหมือนว่าผู้หญิงทุกคนจะชอบช็อปปิ้ง ฝันอยากขึ้นปกแมกกาซีนและอยากรักกับพระเอกฮอลลีวู้ด แต่ความจริงคงยากที่ชีวิตจริงจะเป็นอย่างนั้น ผู้หญิงทุกคนจึงมีอีกความฝันเล็กๆ อีกอันซ่อนอยู่ นั่นก็คือ การได้ทำกับข้าวเย็นให้แฟน นั่งดูทีวีด้วยกันตอนค่ำ นอนกอดกันตอนหลางคืน ตื่นมาจัดที่นอนและตื่นขึ้นมาเตรียมข้าวเช้าให้ และอยากให้เขาบอกว่า “ผมรักคุณ” และหอมแก้มหนึ่งทีก่อนไปทำงาน (คุณว่าจริงมั้ย)

เอามาให้อ่านกัน ให้คิดกันขำๆ ครับพี่น้อง



ความหมาย ตัวอักษร
ก - เ ก็ บ เ ร า ไ ว้ ใ น ใ จ
ข - เ ข้ า ใ จ เ ร า
ค - ค อ ย เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ ใ ห้ เ ร า
ง - ง้ อ เ ร า เ มื่ อ รู้ ตั ว ว่ า เ ข า ผิ ด
จ - จั บ มื อ เ ร า เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร กำ ลั ง ใ จ
ฉ - เ ฉ ย กั บ ค ว า ม ใ จ ร้ อ น ข อ ง เ ร า
ช - ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ร า
ซ - ซื่ อ สั ต ย์ กั บ เ ร า ญ า ติ ดี กั บ เ ร า เ ส ม อ
ด - เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง เ ร า
ต - ติ ด ต า ม ข่ า ว ค ร า ว ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ข อ ง เ ร า
ถ - ไ ถ่ ถ า ม ทุ ก ข์ สุ ข
ท - ทำ ใ ห้ ชี วิ ต ข อ ง เ ร า เ ป ลี่ ย น ไ ป
ธ - ธั ม ม ะ ธั ม โ ม กั บ เ ร า
น - นั บ ถื อ เ ร า แ ล ะ น่ า รั ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง เ ร า
บ - บ อ ก ค ว า ม จ ริ ง แ ก่ เ ร า
ป - ป ล อ บ ใ จ เ มื่ อ เ ร า ท้ อ
ผ - ผ า ย มื อ ต้ อ น รั บ เ ร า เ ส ม อ
ฝ - ฝ า ก ค ว า ม จ ริ ง ใ จ ไ ว้ กั บ เ ร า
พ - เ พิ่ ม พ ลั ง ใ ห้ แ ก่ เ ร า
ฟ - ฟั ง เ ร า เ ส ม อ
ภ - ภู มิ ใ จ ใ น ตั ว เ ร า
ม - ม อ บ สิ่ ง ดี ดี แ ก่ เ ร า
ย - ย ก โ ท ษ ใ ห้ กั บ ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ข อ ง เ ร า
ร - รั ก ที่ เ ร า เ ป็ น เ ร า
ล - ล ะ เ อี ย ด อ่ อ น กั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง เ ร า
ว - ไ ว้ ใ จ เ ร า
ศ - ศึ ก ษ า นิ สั ย ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง เ ร า
ส - สั ง เ ก ต ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ตั ว เ ร า
ห - เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง เ ร าอ - อ ธิ บ า ย ใ น สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ม่ เ ข้ า ใ จ
ฮ - เ ฮ ฮ า กั บ เ ร า ไ ด้ ทุ ก เ ว ล า …*

เรื่องคนนอนดึก เราควรพักผ่อนเข้านอนเวลา 3 ทุ่ม
เนื่องจากร่างกายเราต้องการเวลาในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ขับของเสียตามอวัยวะต่าง ๆ ย่อยอาหารให้หมด ถ้ากินมื้อหนักตอนกลางคืน แถมนอนดึกอีก รับรองว่าอ้วนพุงพุ้ย แน่นอน ไขมันเผาผลาญไม่หมดมันเลยสะสม แต่ถ้านอนดึกเลี่ยงไม่ได้ ควรปฏิบัติดังนี้3.1 งดเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู ไก่ เพราะย่อยยาก ลำไส้ต้องทำงานหนัก3.2 หากเราอยากกินเนื้อสัตว์ ก็ควรช่วยลำไส้ด้วยการเคี้ยวให้ละเอียด ยิ่งเคี้ยวละเอียด ยิ่งดี จะได้แบ่งเบาภาระลำไส้3.2 ดื่มน้ำขิง ผสม น้ำผึ้ง อุ่น ๆ หรือ น้ำอุ่นธรรมดา + น้ำผึ้ง หรือถ้าไม่มีอะไรเลย น้ำอุ่น ธรรมดา สัก 1 แก้วก็ได้ เหมียน กัลลล...ล3.3 เวลานอน ควรทำให้ช่วงท้อง / ฝ่าเท้าอุ่น โดยการห่มผ้า3.4 ที่จริงมื้อดึก ควรเป็นมื้อเบา ๆ อย่างเช่น ผัก ผลไม้ นม ไข่ เนื้อปลา จะดีกว่า3.5 ควรเลี่ยงน้ำเย็น น้ำอัดลม เพราะเพิ่มภาระให้ระบบภายในร่างกาย ร่างกายเราต้องความร้อนเพราะช่วยในการย่อยอาหาร หากดื่มแต่น้ำเย็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมื้ออาหาร จะทำให้ร่างกายเราต้องพยายามปรับอุณหภูมิ ให้อุ่นเหมาะสมก่อน แล้วจึงนำไปใช้ การดื่มน้ำอัดลมก็ไม่มี ประโยชน์อะไร เพิ่มกรดให้ร่างกาย แถมมีน้ำตาลที่สะสมตามร่างกายอีก



ดื่มน้ำเย็นจัด ลดขีดความสามารถสมอง


การดื่มน้ำเย็นจัด จะทำให้สดชื่น แต่ทราบหรือไม่ว่า การดื่มน้ำเย็นจัด จะลดขีดความสามารถของสมองลงได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีมาบอก

วารสารนิวไซเอินทิสต์ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยของทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยบริสตอลในอังกฤษ พบว่า คนที่ดื่มน้ำเย็นจัดในยามที่ร่างกายไม่ได้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำนั้น จะทำให้ขีดความสามารถในการทำงานของสมองลดลงไปทันทีโดย น้ำเย็นจัดเพียงแค่แก้วเดียวก็มากพอที่จะทำให้สมรรถภาพทางจิตใจของบางคนลดลงไปถึง 15% ดร.ปิเตอร์ โรเจอร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยบริสตอลและทีมงาน ได้ทดสอบผลกระทบของน้ำต่อกลุ่มอาสาสมัครจำนวน 60 คน ก่อนการทดสอบนั้น กลุ่มอาสาสมัครส่วนหนึ่งไม่ดื่มน้ำอะไรเลย และอีกส่วนหนึ่งดื่มน้ำก๊อก แช่เย็นจัดที่อุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ในปริมาณ 1 แก้ว หรือ 300 มิลิลิตรปรากฏว่าคนที่หิวกระหายน้ำก่อนการทดสอบและดื่มน้ำเข้าไป สามารถทำแบบทดสอบได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มอะไรประมาณ 10% ส่วนกลุ่มที่ไม่รู้สึกกระหายน้ำ แต่ดื่มน้ำเย็นจัดปรากฏว่าขีดความสามารถ ในการทำแบบทดลองลดลงไปถึง 15 %นักวิจัยสรุปว่า การดื่มน้ำเย็นจัดมากเกินไปจะมีผลกระทบต่อขีดความสามารถในการขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมอง หรือความคิดมาก ๆ โดยอุณหภูมิของน้ำดื่มอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสมองรู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าดื่มน้ำเย็นจัดจนเกินไป ควรจะดื่มน้ำที่อุณหภูมิปกติจะดีกว่า
ขอขอบคุณข้อมูล จาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วัยรุ่นผู้ชาย

1.ผู้ชายโตไวกว่าผู้หญิง โดยธรรมชาติ และก้อนสมองการเรียนรู้ ของผู้หญิงใหญ่กว่าผู้ชาย
2.ธรรมชาติสร้างความทะเยอทะยาน ให้ผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ซึ่งเป็นแรงผลักดัน ให้ผู้ชายทุ่มเทฝนการเรียนรู้ ทำได้ดีกว่าผู้หญิง
2.ทักษะการใช้ภาษา วัยรุ่นชายแพ้ผู้หญิงกระจุยกระจาย
ส่วนเรื่องงานช่างทุกประเภท ผู้หญิงไม่มีวันทำสู้ผู้ชายได้ ให้ตายสิ!!!
3.ผู้ชายจะเรียนอะไรได้ดี แบบสุดๆก็ ด้วยใจรักมากกว่าความรับผิดชอบ
4.วัยรุ่นชาย 95% ล้วนเคยลอกการบ้าน
5.วัยรุ่นชาย 80% ขึ้นไป สารภาพว่าเคยทุจริตในการสอบ(รวมถึงเล็กๆน้อยๆ)
5.อาชีพในฝันมากที่สุดของผู้ชาย วัยอนุบาลถึงประถม คือตำรวจและทหาร
6.สาเหตุที่ผู้ชายไม่อยากเรียน ร.ด. เพราะกลัวถูดตัดผมสั้นมากกว่าการฝึกหนัก
7.วัยรุ่นชายถึง 4 ใน 10 เคยโดดเรียนโดยครูและผู้ปกครองไม่เคยจับได้ซักครั้งเดียว
ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า แต่เท่าที่สังเกต น่าจะใช่ :)

เกร็ดความรู้เล็กๆ สำหรับ คนสนิท และคนรัก

ความสัมพันธ์ของคนเรามีหลายรูปแบบมาก หนึ่งในนั้นคือ คนสนิท และ คนรัก
ความสัมพันธ์ืที่ไว้ใจกันแบบเพื่อน หรือพี่กับน้อง แม้ว่าเราจะแอบรักเค้าข้างเดียวก็ตาม ความสัมพันธ์นี้เหมือน “หนังยาง” แต่ความสัมพันธ์ที่เป็นคนรักกัน เหมือนทิชชู่
หนังยางนั้นถึงแม้ภายนอกจะดูไม่สวยแต่มันเหนียวแน่นมาก ต้องใช้แรงมากในการทำให้แยกจากกัน และถึงแม้จะขาดก็ใช้เส้นอื่นเชื่อมได้
แต่ทิชชู่ มันขาดแล้วขาดเลยถึงมันจะมีลายสวยๆ พอมันขาดก็ใช้ทำอะไรไม่ได้แล้ว ต่อยังไงก็ไม่เหมือนเดิม ต่อให้ต่อได้ก็ไม่เหมือนเดิม แถมเวลาเศษขาดๆมาเจอกันก็ดูไม่สวยงามอีก
ใครที่กำลังเลือกอยู่ ว่าจะเป็นคนสนิทหรือคนรัก ลองหยุดคิดสักนิดนะคะ

วิธีทำหั้ยนำหอมติดตัวตลอดทั้งวัน

1.แต้มน้ำหอมเพียงเล็กน้อยตรงจุดชีพจรหลักๆ คือ ซอกคอหรือหลังใบหู, ข้อแขนพับทั้งสองข้าง, ข้อมือ เป็นต้น หรือเพียงแค่คุณนำสำลีก้อนเล็กๆ แต้มหรือหยดน้ำหอมลงไปเพียงเล็กน้อย แล้วใส่ไว้ในเสื้อชั้นในตรงระหว่างทรวงอก
2.ใส่น้ำหอมลงบนผิวกายไม่ใช่บนเสื้อผ้า โดยเฉพาะผ้าไหมหรือผ้าซาติน เพราะจะทำให้ชุดเก่ง
คุณเกิดคราบเหลืองได้ง่ายๆ
3.เพิ่มความหอมให้ติดทนนาน คุณควรใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องหอมกลิ่นเดียวกันทั้งหมด ตั้งแต่สบู่ โลชั่นทาผิว แป้งฝุ่นโรยตัว เป็นต้น
4.ที่สำคัญ คุณไม่ควรใส่น้ำหอมในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะจากกลิ่นที่หอมอ่อนๆ จะกลายเป็นกลิ่นที่ฉุนชวนให้จามได้ ถ้าหากคุณยืนห่างจากใครเลย 1 ฟุต แล้วยังได้กลิ่นน้ำหอมของเขาอย่างชัดเจน นั่นคือตัวอย่าง
การใส่น้ำหอมที่มากเกินไป

ลองทำตามดูนะคะ นอกจากจะทำให้ตัวหอมแล้ว ยังเรียกความมั่นใจกลับคืนมาอีกด้วยค่ะ :)


คิดดูนะ

ไม่ต้องหากระดาษทดนะ อ่านแล้วคิดตามได้เลย
1. พ่อของ Mary มีลูกสาว 5 คน: 1. Nana, 2. Nene, 3.Nini, 4. Nono. คนสุดท้องชื่อว่าอะไร?
คำตอบ Nunu? ไม่ มันผิดแน่ๆ คนสุดท้ายชื่อ Mary สิ ลอง กลับไปอ่านคำถามอีกครั้ง
2. ถ้าคุณแซง คนสุดท้ายล่ะ คุณจะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่?
คำตอบ ถ้า คุณตอบว่าอยู่อันดับรองโหล่ คุณก็ผิดละ อีกทีนึง บอกหน่อย คุณ จะแซงคนสุดท้ายได้ยังไง?คายปัญญาทิ้งไปหมดแล้วฤๅ?
3. คุณเข้าร่วมในการแข่งขัน คุณแซงคนที่ สอง ตำแหน่งของคุณตอนนี้คือ?
คำตอบ ถ้าคุณตอบว่าคุณอยู่ อันดับแรก คุณผิดอย่างแรง! ถ้าคุณแซงคนที่สอง คุณก็อยู่ในอันดับของ เขาคุณก็อยู่ที่สองสิ! ทิ้งสมองไว้ที่บ้านหรือจ๊ะ?


จับผิดคนโกหก


สำหรับคนที่ไม่แน่ใจ ว่าคนรัก กำลังโกหกคุณอยู่รึเปล่า ลองอ่านดูนะคะ
1. จับส่วนต่างๆของร่างกาย : เช่น จับจมูก จับหู ถูคอ เจออาการแบบนี้ เตรียมตัวตั้งรับเลยค่ะ

2. กลอกตาไปมา : เค้ากำลังใช้ความคิดอย่างหนักเลยค่ะ ว่าจะทำยังไงดี
3. ชะงักก่อนตอบ : คนที่พูดความจริงจะไม่ชะงักค่ะ เพราะไม่ต้องคิดอะไร ตอบออกไปได้เลย
4. โวยวายใส่คุณ : กำลังถามๆอยู่ ทำไมถึงโวยวายใส่นะ ก็เพราะเค้ากลบเกลื่อนความผิดอยู่ โวยวายใส่ซะ คุณจะได้เลิกถาม
5. กระพริบตาบ่อยๆ : คนโกหกจะกระพริบตาบ่อย เพราะปกปิดความจริงที่จะออกมาทางแววตา
6. ไม่กล้าโชว์มือ : เวลาคนเครียด สังเกตดีๆ คนโกหกมือจะไม่อยู่นิ่ง จับนั่นจับนี่ตลอดเวลา
ลองสังเกตดูนะคะ คุณอาจจะจับโกหกได้ค่ะ แต่อย่าพยายามคาดคั้นนะคะ ให้ค่อยๆดูไปค่ะ บางทีเค้าอาจจะโกหกให้คุณรู้สึกดี เป็นห่วงความรู้สึกของคุณ :)



อกหักทำงัย

1.นั่ง-นอน ร้องไห้… ร้องจนไม่มีน้ำตาจะไหล จากนั้นให้ตั้งสติ คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น
2.ออกไปเที่ยวกับเพื่อน… ออกไปช้อปปิ้ง ดูหนัง พูดคุย สักพักจะเริ่มสำนึกได้ว่า มีเพื่อนสนุกกว่า มีแฟนเป็นไหนๆ
3.เชื่อใจเพื่อน… หยุดฟังเพื่อนพูดปลอบใจ ถึงแม้จะเป็นคำพูดเพื่อเอาใจเรา แต่เชื่อเถอะว่า … เพื่อนอยากให้เราหายเศร้า
4.เหล่หนุ่มน่ารักๆ ซักคน… เปิดใจให้กว้างมองคนอื่นมั่ง แล้วจะรู้ว่าหนุ่มในโลกเนี่ยยังมีดีๆ น่ารักๆ อีกตั้งแยะ
5.พูดกับตัวเอง… ไม่ได้ให้กลายเป็นบ้านะ ก็ลองนึกทบทวนดูสิว่า ก่อนหน้าที่เรายังไม่มีเขา เราก็มีความสุขดีนี่นา
6.กินช็อคโกแล็ตหรือไอศครีม… หรือกินอะไรก็ได้ที่ชอบ พูดง่ายๆ ทำทุกอย่างที่ชอบ
7.ฟังเพลง… เปิดเพลงฟัง ทั้งเต้นทั้งร้องให้ บ้าบอคอแตกไปเลย แต่อย่าฟังเพลงเศร้านะ
8.พยายามอย่าคิดถึงเขา… เขี่ยทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ นึกถึงเขาออกให้หมด
9.นึกทบทวนถึงเขา… ตรงกันข้ามเลยล่ะ การที่คุณคิดถึงเรื่องดีๆ ที่น่าจดจำระหว่างเราสอง เปิดอ่านข้อความเก่าๆ ที่มีความหมายจากวันนั้น แล้วทบทวนดูซิว่าเราทำอะไรผิดไป ต่อไปจะได้ไม่ทำอีก
10.เขียนข้อความแทนใจ… ไม่ว่าจะเป็นบทกลอน หรือ ระบายความรู้สึกทั้งหมดที่มี เกี่ยวกับเขา
อ่านจบแล้ว อย่าลืมเอาไปใช้นะคะ


วิธีทำจัยเมื่ออกหัก


น้ำใจเพื่อนที่ปรารถนาดี 5 กรัม, น้ำตาพ่อแม่ที่รักเรา 10 หยดหรือมากกว่านั้น, ความเข้มแข็ง 10 ช้อนชา, รากแห่งศักดิ์ศรี 10 กรัม, ใบเจ็บแล้วจำ 5 ใบ,ความใฝ่ดี 5 ช้อนชา, ความเข้าใจ(ในรัก) 5 ช้อนชา, สติ 20 กรัม, สมาธิ 5 กรัม, ปัญญา 20 กรัม, น้ำล้างตา(ให้สว่าง) 2 ฝา, ตัวเอง เท่ากับกำปั้นของผู้ใช้ยา

วิธีปรุงยา
ทันทีที่อกหัก ให้รีบนำส่วนผสมทั้งหมดมาบดให้ละเอียด แล้วผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ปั้นเป็นรูปหัวใจ

เล็กๆ.. (เพื่อความน่ารัก).. ใส่ขวด..อย่าลืมติดฉลาก”ยาแก้อกหัก”

วิธีใช้
ให้กินวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร จนกว่าจะหายจากอาการเจ็บอก ยานี้ไม่มีวันหมดอายุ สามารถเก็บไว้รักษาโรคอกหักได้ตลอดไป



ระดับความเมา


ระดับที่ 1: SMART(ฉลาด) จะรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล และมักจะชอบเผื่อแผ่ความรู้ให้ทุกๆ คนในบาร์ ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องอะไรคุณจะกลายเป็นผู้วชาญทางด้านนั้นพอดิบพอดี

ระดับที่ 2: GOOD LOOKING(ดูดี) คุณจะเริ่มค้นพบว่าคุณมีรูปร่างหน้าตาที่ดูดีที่สุดในละแวกนั้น คุณสามารถเดินไปคุยกับทุกๆ คนได้ทุกๆ เรื่องด้วย เพราะคุณทั้งดูดี และฉลาด

ระดับที่ 3: RICH(รวย) คุณจะค้นพบว่าตัวเองนั้นมีเงินมหาศาล คุณสามารถที่จะเลี้ยงเหล้าทุกคนในบาร์ได้

ระดับที่ 4: BULLET PROOF(คงกระพัน) คุณจะมีวิชาคงกระพันแก่กล้ากว่าคนทั่วไป และพร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นกับทุกๆ คนได้ เพราะไม่มีใครจะทำอันตรายคุณได้

ระดับที่ 5: INVISIBLE(หายตัว) ระดับ ความเมาสุดยอด คุณต้องดื่มมากจึงจะเมาถึงระดับนี้ได้ ด้วยความเมาที่ระดับนี้คุณสามารถทำอะไรก็ได้ เพราะไม่มีใครเห็นคุณ จะไปเต้นรำบนโต๊ะ, แหกปากร้องเพลงกลางถนน, ไล่ตีหัวคนอื่นก็ทำได้เพราะไม่มีใครเห็นคุณ

ไม่ว่าจะเมาระดับไหน มีแต่เสียกับเสียเท่านั้น ยังไงก็ อย่าดื่มเยอะเลยนะคะ ไม่ดีต่อสุขภาพค่ะ :)




10 คำพูดที่ผู้ชายฟังแล้วต้องสอึก

1.ฉันกำลังใช้ความคิด
2.เป็นแมนหน่อยสิ
3.พ่อแม่ฉันอยากพบคุณ
4.ฉันปวดหัว
5.แฟนเก่าฉันไม่เคยทำกับฉันแบบนี้
6.คุณคิดอะไรอยู่
7.คุณว่าผู้หญิงคนนั้นน่ารักไหม
8.คุณว่าวันนี้ฉันมีอะไรเปลี่ยนไป
9.เพี่อนฉันแต่งงานแล้วนะ
10.เราต้องคุยกัน

แต่ละประโยค ไม่ต้องอธิบายมากว่า แปลว่าอะไร เพราะมันแปลได้หลายทาง ถ้าผู็หญิงขึ้นต้นด้วยประโยคพวกนี้แล้วละก็ เตรียมตัวได้เลยค่ะ มันต้องมีอะไรแน่ๆ :)





ของขวัญ 5 อย่างที่ผู้ชายมั่ยอยากด้าย

สำหรับ ที่กำลังหาขวัญให้ชายหนุ่มในวันปีใหม่นี้ ลองอ่านดูก่อนนะคะ ไม่เสียหายค่ะ
1.อะไรก็ตาม.. ที่เป็นสีชมพู
2.อะไรก็ตาม.. ที่มีชีวิต (เหล่าสัตว์เลี้ยว รวมไปถึงต้นหมาก รากไม้)
3.อะไรก็ตาม.. ที่คุณจะคอยบังคับให้เขาสวมใส่ให้ดูตลอดเวลา เช่น ผ้าพันคอที่คุณถักให้
4.อะไรก็ตาม.. ที่แสดงถึงข้อเสียของเขา เช่น สเปรย์ฉีดเท้า (เท้าคุณเหม็นมาก) เครื่องดูดฝุ่น (ห้องคุณรกมาก)
5.อะไรก็ตาม.. ที่โครตบอบบางและต้องทะนุถนอม เช่น สมุดโน้ต แต่ทานโทษ เป็นแบบว่า เยื่อกระดาษสาครับท่าน จรดปากกาแรงไปนิดนึง ก็ขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี อะไรยังงี้



วีธีมัดจัย


1.ช่างมัน ฉันไม่แคร์ ไม่ใช่ว่าจะไม่แคร์ไปเสียทุกเรื่อง แต่ต้องการให้เลิกแคร์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องต่างหาก เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะมองข้ามได้ก็ปล่อยไปบ้าง
2.นิ่งเสียตำลึงทอง การรับฟังอย่างเงียบ อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีและเป็นสิ่งที่คนรอบข้างของคุณต้องการมากที่สุดก็ได้
3.นินทากาเลเหมือนเทน้ำ การนินทาลับหลังเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างยิ่งของผู้หญิงน่ารัก
4.หยุดคิด เสียบ้าง อยากให้หยุดความคิดบางอย่างเสียบ้าง โดยเฉพาะความคิดแบบเปิดศึก ไม่ว่าจะสงครามกับตัวเองหรือคนรอบข้างทันทีที่เริ่มคิดให้ติดเบรกด่วนเลย
5.เบื่อคนบ่น บางคนมักจะพูดว่า ทำไมคนโน้นคนนี้ขี้บ่น เมื่อไหร่จะหยุดเสียที น่าเบื่อจริงเชียว รู้ตัวไหมว่า ถ้ายังไม่เลิกบ่นต่อเรื่องที่คนอื่นบ่น คุณก็จะกลายเป็นคนขี้บ่นที่น่าเบื่อเหมือนกับพวกเขาเลย
ถ้าเลิกได้ทั้งหมด ทั้ง 5 ข้อนี้ รับรอง ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงที่น่ารัก ขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ






คู่แท้


1.เวลานึกถึงเค้า เค้าจะโทรมาพอดี หรือไม่ก้อโผล่มา
2.เวลามองหน้ากันใจจะเหมือนโดนอะไรบางอย่างสะกดจิต
3.เวลาเราอยากได้ใครสักคนมาเป็นเพื่อนเค้าก้อจะโผล่มาพอดี
4.ครั้งแรกที่เจอกันจะรู้สึกว่าเคยเจอกันมาก่อน แต่นึกไม่ออกว่าใคร
5.เวลาอยู่กับเค้าเราจะไม่รู้สึกเกร็งแต่จะรู้สึกดีที่สุด
สัญญาณแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆนะคะ เมื่อเจอแล้ว อย่าปล่อยไปนะ สำหรับคนที่ยังไม่เจอ ขอให้เจอเร็วๆนะคะ :)



วิธีชนะจัย


1.จำชื่อเขาให้ได้ ชื่อเป็นประตู สู่การรู้จักค่ะ จำให้ได้ อย่าเรียกถูกเรียกผิดนะ
2.รู้จักทักทาย การทักใครก่อน ไม่เป็นการเสียหน้านะคะ บางทีเขาอาจจะอยากรู้จักเรา แต่ไม่กล้า ลองเข้าไป3.ทักก่อนบ้าง ไม่เสียหายหรอกค่ะ
4.วางตัวสบายๆ พยายามทำตัวสบายๆ เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด
5.มีนิสัยง่ายๆ ร่าเริงแจ่มใส ใครเห็น ก็อยากทำความรู้จัก เพราะอยู่ด้วยมีแต่ความสุข ไม่เครียด
6.อย่าอวดตัวเอง จงจำไว้ว่า ไม่มีใครชอบคนที่ฉลาดไปเสียทุกเรื่อง ทำเป็นไม่รู้เรื่องบ้าง ก็น่ารักไปอีกแบบนะ

ลองทำตามดูนะคะ ไม่ยากเลยค่ะ ที่สำคัญ อย่าลืมรอยยิ้มนะคะ :)



ฉลาดกิน

ผลไม้นั้นควรกินในขณะท้องว่าง ไม่ใช่เป็นของหวาน หลังอาหารอย่างที่เราทำกันประจำ ถ้าคุณกินผลไม้ในขณะท้องว่าง มันจะช่วยเรา ในการล้างพิษจากร่างกาย ให้พลังงานสำหรับช่วงลดน้ำหนัก และกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน
ถ้าเรากินขนมปังแล้วตามด้วยผลไม้หรือเปล่า ถ้าทำอย่างนี้ขอให้เปลี่ยนใจนะคะ เนื่องจากผลไม้ย่อยได้เร็วกว่าขนมปัง ชิ้นผลไม้จะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว และพร้อมที่ผ่านกระเพาะไปสู่ลำไส้ แต่เส้นทางของมันถูกขวางไว้โดยขนมปัง ซึ่งใช้เวลาย่อยนานกว่า
ดังนั้น จะเป็นการดีกว่าถ้าเรากินผลไม ้ในขณะท้องว่างหรือก่อนมื้ออาหาร!


ผู้ติดตาม